ศาสนสถาน

ฮัรมันดิรซาฮิบ (สุวรรณวิหาร)

golden_templegolden_temple

ฮัรมันดิรซาฮิบ หมายถึง วิหารของพระผู้เป็นเจ้า เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในนามของ      สุวรรณวิหาร ประดิษฐานอยู่ในเมืองอมฤตสระ รัฐปัญจาบ ประเทศอินเดีย สุวรรณวิหารเป็นสัญลักษณ์แห่งความเชื่อมั่นทางด้านจิตใจและขนมธรรมเนียมประเพณีของชาวซิกข์ เป็นศูนย์รวมแห่งความศรัทธาของชาวซิกข์ทั้งมวล ซึ่งควรจะไปถวายความเคารพสักการะเมื่อมีโอกาสที่เหมาะสม

วิหารหลักจะติดด้วยแผ่นทองคำบริสุทธิ์ และประดิษฐานอยู่กลางสระน้ำสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีความยาวด้านละ ๑๕๐ เมตร และมีบริเวณลานกว้างรอบสระเป็นทางเดินกว้าง ๑๘ เมตร ทางเดินไปสู่วิหารกลางสระน้ำยาว ๖๐ เมตร วิหารจะมีขนาดประมาณ ๑๒×๑๒ เมตร ตั้งอยู่บนฐานรอบนอกขนาด ๒๐×๒๐ เมตร กลางสระน้ำ

ฮัรมันดิรซาฮิบจะมีประตูเข้าออกทั้งสี่ทิศ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าเปิดกว้างให้สาธุชน ไม่ว่าจะมาจากทิศทางใด ชั้นวรรณใด นับถือศาสนาใด และจะมาเวลาใด ก็สามารถเข้ามาสักการะได้จากทุกทิศทาง

                                ประวัติศาสตร์การก่อตั้ง

พระศาสดาคุรุอามัรดาส พระศาสดาพระองค์ที่สามทรงมอบหมายให้รามดาส (ซึ่งต่อมาเป็นพระศาสดาคุรุรามดาส) ดำเนินการก่อสร้างศาสนสถานที่จะเป็นศูนย์กลางในการประกอบพิธีกรรม และเป็นศูนย์รวมของชาวซิกข์ในอนาคต พระศาสดาคุรุรามดาสทรงให้ดำเนินการขุดสระน้ำ และเริ่มการก่อสร้างใน พ.ศ. ๒๐๒๐

พระศาสดาคุรุอัรยันเดว (พระศาสดาพระองค์ที่ห้า) ทรงดำเนินการขุดสระซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามอมฤตสระ (สระน้ำอมฤต) ต่อจนเสร็จใน พ.ศ. ๒๑๓๑ หลังจากนั้นพระองค์ได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารวิหารกลางสระน้ำ ซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๑๔๔ พระองค์ทรงโปรดเมตตาให้นักบวชชาวมุสลิมนามว่า มีอามีร เป็นผู้วางศิลาฤกษ์ของการก่อสร้างตัวอาคารสุวรรณวิหาร ซึ่งเป็นการแสดงถึงการไม่ถือชั้นวรรณะ นิกายศาสนา ความเชื่อถือใดทั้งสิ้น ทรงยึดมั่นในพระผู้เป็นเจ้า (วาเฮ่คุรุ) พระองค์เดียว หลังจากนั้น พระศาสดาทรงประกอบพิธีอัญเชิญสวดพระมหาคัมภีร์อาทิครันถ์ซาฮิบ (พระมหาคัมภีร์อาทิครันถ์ซาฮิบนี้ต่อมาพระศาสดาคุรุโควินท์ซิงห์ (พระศาสดาองค์ที่ ๑๐) ได้สถาปนาให้เป็นศาสดานิรันดร์กาลของชาวซิกข์ และให้พระนามว่า “พระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบ” จนถึงปัจจุบันนี้)  เป็นปฐมกาลในสุวรรณวิหารแห่งนี้ เมื่อ พ.ศ. ๒๑๔๖

สุวรรณวิหารได้เป็นศูนย์กลางของการแสดงกิจกรรมและเหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์ของชาวซิกข์ตลอดมา เมื่อ พ.ศ. ๒๒๘๓ มาซารังคาร์ผู้ครองเมืองอมฤตในสมัยนั้นได้ลบหลู่ความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนสถาน โดยอนุญาตให้มีการแสดงการฟ้อนรำในตัวอาคารของวิหาร การกระทำดังกล่าวได้สร้างความโกรธแค้นแก่ซิกข์ศาสนิกชนอย่างมาก โดยมีอาสาสมัครสองคนคือ ปาอีห์แม่ทาปซิงห์และปาอีห์สุขค่าซิงห์ได้อาสาไปสำเร็จโทษโดยการตัดศีรษะของมาซารังคาร์มามอบให้แก่ชาวซิกข์

ต่อมาใน พ.ศ. ๒๓๐๔ อาห์เม็ดช่าอับ ดาลี ได้ทำลายพระวิหารด้วยดินระเบิด แล้วเอาดินทรายถมสระน้ำ เมื่อบาบาดีปซิงห์ได้ทราบข่าวว่า ญาฮันข่าน นายพลของอาห์เม็ดช่าอับดาลีได้ทำลายพระวิหาร (ดัรบารซาฮิบ) อันเป็นที่เคารพสักการะ ท่านออกเดินทางไปทันที โดยมีผู้ติดตามเพียงแปดคน ระหว่างทางที่ผ่านไป ชาวซิกข์จำนวนมากที่ได้รับทราบข่าวได้เข้ามาร่วมขบวนกับท่าน เมื่อเดินทางถึงเมืองซังการาน่า ท่านได้ลากเส้นด้วยดาบของท่านและประกาศให้ผู้ใดที่พร้อมที่จะสละชีพของตนร่วมกับท่าน จงก้าวข้ามเส้นที่ลากนี้มา ปรากฏว่าทุกคนก้าวข้ามเส้นนั้นโดยไม่รั้งรอ ในการสู้รบท่านบาบาดีปซิงห์ได้ต่อสู้อย่างกล้าหาญ แม้จะบาดเจ็บสาหัสที่ศรีษะ ท่านก็พยายามพยุงตัวต่อสู้ไปจนล้มลงในอาณาบริเวณของฮัรมันดิรซาฮิบ (สุวรรณวิหาร) สมความตั้งใจของท่านที่ได้ปฏิญานจะถวายศรีษะเบื้องพระบาทของพระศาสดา

การก่อสร้างสุวรรณวิหารที่มีโครงสร้างและรูปร่างลักษณะในปัจจุบันนี้ เริ่มต้นใน พ.ศ. ๒๓๐๗ โดยยัสส่าซิงห์ อาลูวาลีอา ผู้นำชาวซิกข์ขณะนั้นได้วางศิลาฤกษ์ ต่อมามหาราชารันยิตซิงห์ได้โปรดให้ดำเนินการก่อสร้างเพิ่มเติม โดยติดแผ่นทองคำบนโดมและตัวอาคารช่วงบนของพระวิหารทั้งหมด จึงได้รับการขนานนามเป็น สุวรรณวิหาร – วิหารทองคำ

ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s